เทคนิคตัดต่อพันธุกรรมทารก



ผู้เชี่ยวชาญระบุ เทคนิคตัดต่อพันธุกรรมทารกยังไม่ปลอดภัยในปัจจุบัน

4 กันยายน 2020

File picture of new-born feet

คณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากนานาชาติระบุ เทคนิคทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่ปลอดภัยหรือยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการให้กำเนิดทารกที่ได้รับการตัดต่อพันธุกรรม

แม้เทคโนโลยีการตัดต่อพันธุกรรมจะสามารถป้องกันการส่งต่อโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อแม่สู่ลูกได้ แต่คณะกรรมการระบุว่ายังจำเป็นต้องศึกษาวิจัยในเชิงลึกอีกมาก

เมื่อเดือน พ.ย. 2018 ทารกรายแรกของโลกที่ได้รับการตัดต่อพันธุกรรมขณะยังเป็นตัวอ่อนถือกำเนิดขึ้นในประเทศจีน นักวิจัยด้านพันธุศาสตร์ชาวจีนที่เป็นผู้ตัดต่อยีนของตัวอ่อนมนุษย์ถูกตัดสินจำคุก ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญพากันวิพากษ์วิจารณ์เพราะทั่วโลกถือว่าการตัดต่อยีนในตัวอ่อนมนุษย์เป็นเรื่องผิดต่อจริยธรรมการวิจัยด้านชีวการแพทย์ (Biomedical Science) อย่างร้ายแรง

และมีการตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาเพื่อศึกษาเรื่องนี้

ทำไมจึงเป็นประเด็น

การตัดต่อพันธุกรรม อาจช่วยป้องกันโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้หลายโรค ด้วยการตัดทิ้ง หรือแก้ไขรหัสพันธุกรรมที่เป็นปัญหาในตัวอ่อน

แต่ผู้เชี่ยวชาญกังวลว่า การดัดแปลงจีโนม (กลุ่มยีนในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต) ของตัวอ่อน อาจทำให้เกิดผลเสียโดยไม่คาดคิด ไม่เพียงแต่เฉพาะกับทารกคนนั้น แต่ยังส่งผลต่อคนรุ่นต่อ ๆ ไป ในอนาคต ที่สืบทอดพันธุกรรมที่ถูกดัดแปลงนี้

เทคนิคอย่างหนึ่งที่ใช้ในปัจจุบันคือคริสเปอร์-แคสไนน์ (CRISPR) ซึ่งเป็นวิธีการตัดต่อยีนเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องทางพันธุกรรมที่มีความแม่นยำสูง เป็นเทคนิคที่ค้นพบในปี 2012

เทคนิคแก้ไขดัดแปลงพันธุกรรมแบบคริสเปอร์-แคสไนน์ ทำงานด้วยโมเลกุล 2 ชนิด ซึ่งประกอบด้วยอาร์เอ็นเอนำทาง (gRNA) และเอนไซม์แคสไนน์ (Cas9) โดยอาร์เอ็นเอนำทางที่ได้รับการออกแบบลำดับเบสมาโดยเฉพาะ จะพาให้เอนไซม์แคสไนน์ซึ่งทำหน้าที่เหมือนกรรไกรเข้าตัดดีเอ็นเอทั้งสองสายในตำแหน่งที่ถูกต้อง ทำให้มีการแก้ไขดัดแปลงพันธุกรรมตามต้องการได้

แม้จะได้ผลในห้องปฏิบัติการ แต่กระบวนการนี้ก็ยังไม่สมบูรณ์แบบ เพราะเทคนิคการตัดต่อพันธุกรรมดังกล่าวอาจไปทำให้ยีนสำคัญอย่างยีน p53 ไม่ทำงาน ทั้งที่ยีนนี้มีหน้าที่ทำลายเซลล์ที่ดีเอ็นเอเสียหายและป้องกันการเกิดเนื้อร้าย จนมีความเสี่ยงจะเกิดมะเร็งได้

รายงานระบุว่าอย่างไร

คณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจาก 10 ประเทศ รวมถึงสมาชิกราชสมาคมของสหราชอาณาจักรหลายคน และสำนักงานการแพทย์แห่งชาติสหรัฐฯ (US National Academy of Medicine) ได้ให้ข้อแนะนำหลายอย่าง รวมถึง:

  • ให้มีการพูดคุยเรื่องนี้ในสังคมอย่างกว้างขวาง ก่อนที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะตัดสินใจอนุญาตให้มีการตัดต่อพันธุกรรมในลักษณะนี้ได้
  • หากได้รับการพิสูจน์แล้วว่าปลอดภัยและได้ผล ควรจำกัดการใช้งานในช่วงแรกเฉพาะกับโรคร้ายแรงและทำให้คนมีอายุขัยสั้นลงอันเป็นผลมาจากการผ่าเหล่าของยีน เช่น โรคซิสติก ไฟโบรซิส (cystic fibrosis)
  • มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดในทุกขั้นตอนเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดผลที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งรวมถึงการตรวจตัวอ่อนโดยละเอียดเป็นประจำ
  • ติดตามการตั้งครรภ์หรือเด็กที่เกิดขึ้นมาอย่างใกล้ชิด
  • ควรมีการตั้งหน่วยงานที่ให้คำปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศเพื่อประเมินหลักฐานเกี่ยวกับความปลอดภัยและประสิทธิผลอย่างต่อเนื่อง อนุญาตให้คนแจ้งความกังวลเกี่ยวกับการวิจัยต่าง ๆ ที่เบี่ยงเบนออกไปจากแนวทางที่กำหนด
conceptual artwork of DNA

ทุกคนเห็นด้วยหรือไม่

ซาราห์ นอร์ครอสส์ จากองค์กรโพรเกรสส์ เอ็ดยุเคชันแนล ทรัสต์ (Progress Educational Trust) กล่าวว่า แม้จะมีความจำเป็นที่ต้องนำเรื่องของทารกรายแรกของโลกที่กำเนิดมาโดยผ่านการตัดต่อพันธุกรรมมาเป็นบทเรียน แต่รายงานของคณะกรรมการชุดนี้ถือว่าออกนอกขอบเขต และกำหนดกฎเกณฑ์ไว้อย่างคับแคบในเรื่องการนำเทคนิคการแก้ไขจีโนมไปใช้ในทางการแพทย์

ขณะที่ ศาสตราจารย์แอนน์ จอห์นสัน จากสำนักงานการแพทย์สหรัฐฯ เห็นว่าการศึกษาชิ้นนี้มีความ “รอบคอบ” เพราะการจะนำความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในลักษณะนี้ไปใช้กับคนไข้ที่ปราศจากทางเลือกอื่น จะต้องเป็นไปโดยมีพื้นฐานข้อมูลทางการแพทย์รองรับอย่างหนักแน่นแล้วว่ามีความปลอดภัยเพียงพอ และต้องทำควบคู่ไปกับการถกเถียงกันของสาธารณชนที่ได้รับข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนที่สุด

ที่มา.bbc.com/

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น